เป็นสมรรถนะหลัก
สมรรถนะที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์: ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ให้มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีการพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
มี ๓ ตัวบ่งชี้
มีบันทึกร่องรอยคุณภาพ
(ระบุข้อมูล/สารสนเทศ/หลักฐานที่สะท้อนคุณภาพการปฏิบัติงาน)
1.1 คุณภาพงานด้านความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์
ระดับคุณภาพ
4--ผลงานมีความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์เกือบทุกรายการและเป็นแบบอย่างได้
3--ผลงานมีความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่
2--ผลงานครบถ้วนแต่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย
1--มีผลงานเป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายแต่มีข้อผิดพลาดค่อนข้างมาก
1.2 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การนำนวัตกรรม/ทางเลือกใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน
ระดับคุณภาพ
4--มีการทดลองวิธีการหรือจัดทำคู่มือประกอบการพัฒนางานใหม่ ๆ โดยมีการจัดทำรายงานการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และมีการเผยแพร่ในวงกว้าง
3--มีการทดลองวิธีการหรือจัดทำเอกสารประกอบการพัฒนางานใหม่ ๆ โดยมีการบันทึกหรือกล่าวถึงในเอกสาร/หลักฐานลักษณะในลักษณะหนึ่ง ไม่มีการเผยแพร่ในวงกว้าง
2--มีการนำนวัตกรรม/วิธีการใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนางานสามารถระบุลักษณะ/ประเภทนวัตกรรมได้แต่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
1--ปฏิบัติงานตามแนวทางปกติยังไม่มีการนำนวัตกรรม/วิธีการใหม่ ๆ มาใช้
1.3 ความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง
ระดับคุณภาพ
4--มุ่งมั่น กระตือรือร้นในการพัฒนาผลงานทุกรายการที่ได้รับมอบหมายจนปรากฏผลงานที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในองค์กรและนอกองค์กรที่เกี่ยวข้อง
3--มุ่งมั่น กระตือรือร้นในการพัฒนาผลงานที่ได้รับมอบหมายจนผลงานเป็นที่ยอมรับในองค์กร
2--มุ่งมั่น กระตือรือร้นในการพัฒนาผลงานให้บรรลุเป้าหมาย
1--มีการพัฒนาผลงานในบางรายการที่ได้รับมอบหมาย
.......................................................................
เ ฉ ล ย คำ ถ า ม ที เ ล่ น ที จ ริ ง ชุ ด ที่ ๘
๑.ข้อใดคือเป้าหมายสูงสุดขององค์การที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
ก ผลสัมฤทธิ์ขององค์การ
ข องค์การแห่งการเรียนรู้
ค ความรวดเร็ว ทันสมัย ตอบสนองความต้องการ
ง เป็นผู้นำ และเป็นแบบอย่างที่สามารถเทียบเคียงได้
๒.จากวงจรพัฒนาคุณภาพของ ดร. Deming เมื่อถึงลำดับ A แล้วขั้นต่อไปคืออะไร
ก จบสิ้นกระบวนการ
ข P
ค P และยกระดับคุณภาพ
ง เริ่มต้นโครงการใหม่
คำถามสอบภาค ก ทีเล่นทีจริง ชุดที่ ๙
๑.ผอ.โรงเรียน มีการจัดทำผลงาน ซึ่ง มีการทดลองวิธีการหรือจัดทำเอกสารประกอบการพัฒนางานใหม่ ๆ โดยมีการบันทึกหรือกล่าวถึงในเอกสาร/หลักฐานลักษณะในลักษณะหนึ่ง ไม่มีการเผยแพร่ในวงกว้าง.. ผอ.ท่านนี้ได้ระดับคุณภาพอยู่ในระดับใดในตัวบ่งชี้นี้(ข้อสอบภาค ก ปี ๒๕๕๒)
ก ระดับ ๑
ข ระดับ ๒
ค ระดับ ๓
ง ระดับ ๔
๒.ผอ.โรงเรียนกล่าวว่า...คุณครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ มีผลการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจมาก... ข้อใดถูกต้องมากที่สุด(ข้อสอบผอ.เขต )
ก มีประสิทธิภาพ
ข มีประสิทธิผล
ค มีผลลัพธ์
ง มีผลสัมฤทธิ์
.......ท่านใดสนใจตอบคำถามโปรดส่งเมล์ ถึง TOPTEN TUTOR ที่ krututor@hotmail.com หรือร่วมตอบคำถามในบอร์ดรวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหาร
วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ช่วง..ปล่อยของ คำศัพท์เกี่ยวกับการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา
ต่อไปนี้เป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะ การมุ่งผลสัมฤทธิ์
ประสิทธิภาพ (Effciency) : เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ปัจจัยนำเข้า (input) กับผลผลิต(Output)
ประสิทธิผล (Effectiveness): เป็นการเปรียบเทียบระหว่างวัตถุประสงค์ (Objectives) กับผลลัพพธ์ (Outcomes) ของโครงการ
ผลผลิต (Output) : ผลงานหรือบริการที่องค์การจัดทำขึ้น
ผลลัพธ์ (Outcomes) : ผลกระทบกับผลผลิต หรือผลที่ทำให้ผลผลิตเกิดการเปลี่ยนแปลง
ขั้นตอนการพัฒนาระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result – Based Management)
1.วิเคราะห์วิสัยทัศน์และพันธกิจ
2.กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ
3.กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน
4.กำหนดแหล่งข้อมูล
5.การตั้งเป้าหมาย
6.การรวบรวมข้อมูล
7.การบันทึก อนุมัติข้อมูล
8.วิเคราะห์ผล
9.รายงานผล
เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
1.วงจร Deming (เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการติดตามตรวจสอบค่อนข้างมาก)
2.การวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement) เป็นหัวใจของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
3.การวัดผลการปฏิบัติงานจะให้ความสำคัญ กับสิ่งต่อไปนี้
- ความประหยัด (Economy)
- ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)
- ความมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)
- คุณภาพการให้บริการ (Service Quality)
4.การเทียบงาน(Bench Marking) เทียบผลสัมฤทธิ์ของงสนและกระบวนการทำงานกับวิธีปฏฺบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)
5.ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Preformance Indicators : KPI) : สิ่งที่บ่งชี้ว่างานนั้นสำเร็จลุล่วงเพียงใด ซึ่งควรมีหน่วยที่สามารถนับได้ 4 ประเภท คือ
- ตัวชี้วัดปัจจัยนำเข้า (Input Indicators)
- ตัวชี้วัดผลผลิต (Output Indicators)
ตัวชี้วัดผลลัพธิ์ (Outcome Indicators)
- ตัวชี้วัดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า (Efficiency and Cost-Effectiveness Indicators)
6. การประเมินโครงการ (Project Evaluation) เป็นการศึกษาที่ลึกกว่าการวัดผลโดยดูที่ความคุ้มค่า ของนโยบายหรือโครงการเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ
ลักษณะขององค์การที่มุ่งผลสัมฤทธิ์
1) วิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
2) ผู้บริหารทุกระดับต่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน
3) เป้าหมายวัดได้เป็นรูปธรรม
4) การพิจารณาจัดสรรงบประมาณ พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
5) มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ
6) มีระบบสนับสนุนการทำงาน
7) มีวัฒนธรรม อุดมการณ์ร่วมกันในการทำงานที่สร้างสรรค์
8) เจ้าหน้าที่มีขวัญ กำลังใจดี
เฉลย คำถาม ทีเล่นทีจริง ชุดที่ ๗
๑.ข้อใดถูกต้องมากที่สุด
ก ประสิทธิภาพหมายถึงการบรรลุถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ
ข ประสิทธิผลหมายถึงผลงานที่ตั้งไว้สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ค ประสิทธิภาพหมายถึงผลงานที่ได้ที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ง ประสิทธิผลหมายถึงความคุ้มค่า เวลา และความประหยัด
๒.องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บรรลุผลคือข้อใด
ก สมรรถนะผู้บริหาร
ข การมีธรรมาภิบาล
ค การจัดโครงสร้าง
ง การสื่อสารและการจูงใจ
คำ ถ า ม ที เ ล่ น ที จ ริ ง ชุ ด ที่ ๘
๑.ข้อใดคือเป้าหมายสูงสุดขององค์การที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
ก ผลสัมฤทธิ์ขององค์การ
ข องค์การแห่งการเรียนรู้
ค ความรวดเร็ว ทันสมัย ตอบสนองความต้องการ
ง เป็นผู้นำ และเป็นแบบอย่างที่สามารถเทียบเคียงได้
๒.จากวงจรพัฒนาคุณภาพของ ดร. Deming เมื่อถึงลำดับ A แล้วขั้นต่อไปคืออะไร
ก จบสิ้นกระบวนการ
ข P
ค P และยกระดับคุณภาพ
ง เริ่มต้นโครงการใหม่
ประสิทธิภาพ (Effciency) : เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ปัจจัยนำเข้า (input) กับผลผลิต(Output)
ประสิทธิผล (Effectiveness): เป็นการเปรียบเทียบระหว่างวัตถุประสงค์ (Objectives) กับผลลัพพธ์ (Outcomes) ของโครงการ
ผลผลิต (Output) : ผลงานหรือบริการที่องค์การจัดทำขึ้น
ผลลัพธ์ (Outcomes) : ผลกระทบกับผลผลิต หรือผลที่ทำให้ผลผลิตเกิดการเปลี่ยนแปลง
ขั้นตอนการพัฒนาระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result – Based Management)
1.วิเคราะห์วิสัยทัศน์และพันธกิจ
2.กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ
3.กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน
4.กำหนดแหล่งข้อมูล
5.การตั้งเป้าหมาย
6.การรวบรวมข้อมูล
7.การบันทึก อนุมัติข้อมูล
8.วิเคราะห์ผล
9.รายงานผล
เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
1.วงจร Deming (เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการติดตามตรวจสอบค่อนข้างมาก)
2.การวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement) เป็นหัวใจของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
3.การวัดผลการปฏิบัติงานจะให้ความสำคัญ กับสิ่งต่อไปนี้
- ความประหยัด (Economy)
- ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)
- ความมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)
- คุณภาพการให้บริการ (Service Quality)
4.การเทียบงาน(Bench Marking) เทียบผลสัมฤทธิ์ของงสนและกระบวนการทำงานกับวิธีปฏฺบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)
5.ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Preformance Indicators : KPI) : สิ่งที่บ่งชี้ว่างานนั้นสำเร็จลุล่วงเพียงใด ซึ่งควรมีหน่วยที่สามารถนับได้ 4 ประเภท คือ
- ตัวชี้วัดปัจจัยนำเข้า (Input Indicators)
- ตัวชี้วัดผลผลิต (Output Indicators)
ตัวชี้วัดผลลัพธิ์ (Outcome Indicators)
- ตัวชี้วัดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า (Efficiency and Cost-Effectiveness Indicators)
6. การประเมินโครงการ (Project Evaluation) เป็นการศึกษาที่ลึกกว่าการวัดผลโดยดูที่ความคุ้มค่า ของนโยบายหรือโครงการเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ
ลักษณะขององค์การที่มุ่งผลสัมฤทธิ์
1) วิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
2) ผู้บริหารทุกระดับต่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน
3) เป้าหมายวัดได้เป็นรูปธรรม
4) การพิจารณาจัดสรรงบประมาณ พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
5) มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ
6) มีระบบสนับสนุนการทำงาน
7) มีวัฒนธรรม อุดมการณ์ร่วมกันในการทำงานที่สร้างสรรค์
8) เจ้าหน้าที่มีขวัญ กำลังใจดี
เฉลย คำถาม ทีเล่นทีจริง ชุดที่ ๗
๑.ข้อใดถูกต้องมากที่สุด
ก ประสิทธิภาพหมายถึงการบรรลุถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ
ข ประสิทธิผลหมายถึงผลงานที่ตั้งไว้สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ค ประสิทธิภาพหมายถึงผลงานที่ได้ที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ง ประสิทธิผลหมายถึงความคุ้มค่า เวลา และความประหยัด
๒.องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บรรลุผลคือข้อใด
ก สมรรถนะผู้บริหาร
ข การมีธรรมาภิบาล
ค การจัดโครงสร้าง
ง การสื่อสารและการจูงใจ
คำ ถ า ม ที เ ล่ น ที จ ริ ง ชุ ด ที่ ๘
๑.ข้อใดคือเป้าหมายสูงสุดขององค์การที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
ก ผลสัมฤทธิ์ขององค์การ
ข องค์การแห่งการเรียนรู้
ค ความรวดเร็ว ทันสมัย ตอบสนองความต้องการ
ง เป็นผู้นำ และเป็นแบบอย่างที่สามารถเทียบเคียงได้
๒.จากวงจรพัฒนาคุณภาพของ ดร. Deming เมื่อถึงลำดับ A แล้วขั้นต่อไปคืออะไร
ก จบสิ้นกระบวนการ
ข P
ค P และยกระดับคุณภาพ
ง เริ่มต้นโครงการใหม่
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
แบบทดสอบผู้บริหารสถานศึกษา ภาค ก - เฉลยคำถามทีเล่นทีจริงชุดที่ ๖
เ ฉ ล ย คำถาม เตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารชุดที่ ๖
๑.เป้าหมายประชาคมอาเซียนที่ต้องการให้เกิดขึ้น มีวิสัยทัศน์ในปีใด
ก พ.ศ.๒๕๕๕
ข พ.ศ.๒๕๕๘
ค พ.ศ.๒๕๖๑
ง พ.ศ.๒๕๖๕
๒.ข้อใดเกี่ยวข้องกับ เป้าหมายของประชาคมอาเซียน น้อยที่สุด
ก 3N
ข Education Hub
ค ๖ เดือน ๖ คุณภาพ
ง ซีเมค
คำถาม เตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารสถานศึกษา ทีเล่นทีจริงชุดที่ ๗
๑.ข้อใดถูกต้องมากที่สุด
ก ประสิทธิภาพหมายถึงการบรรลุถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ
ข ประสิทธิผลหมายถึงผลงานที่ตั้งไว้สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ค ประสิทธิภาพหมายถึงผลงานที่ได้ที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ง ประสิทธิผลหมายถึงความคุ้มค่า เวลา และความประหยัด
๒.องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บรรลุผลคือข้อใด
ก สมรรถนะผู้บริหาร
ข การมีธรรมาภิบาล
ค การจัดโครงสร้าง
ง การสื่อสารและการจูงใจ
ท่านใดสนใจการตอบคำถาม กรุณาตอบท้ายบล๊อกนี้ในช่อง แสดงความคิดเห็น หรือตอบในเวบบอร์ด รวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหาร
๑.เป้าหมายประชาคมอาเซียนที่ต้องการให้เกิดขึ้น มีวิสัยทัศน์ในปีใด
ก พ.ศ.๒๕๕๕
ข พ.ศ.๒๕๕๘
ค พ.ศ.๒๕๖๑
ง พ.ศ.๒๕๖๕
๒.ข้อใดเกี่ยวข้องกับ เป้าหมายของประชาคมอาเซียน น้อยที่สุด
ก 3N
ข Education Hub
ค ๖ เดือน ๖ คุณภาพ
ง ซีเมค
คำถาม เตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารสถานศึกษา ทีเล่นทีจริงชุดที่ ๗
๑.ข้อใดถูกต้องมากที่สุด
ก ประสิทธิภาพหมายถึงการบรรลุถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ
ข ประสิทธิผลหมายถึงผลงานที่ตั้งไว้สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ค ประสิทธิภาพหมายถึงผลงานที่ได้ที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ง ประสิทธิผลหมายถึงความคุ้มค่า เวลา และความประหยัด
๒.องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บรรลุผลคือข้อใด
ก สมรรถนะผู้บริหาร
ข การมีธรรมาภิบาล
ค การจัดโครงสร้าง
ง การสื่อสารและการจูงใจ
ท่านใดสนใจการตอบคำถาม กรุณาตอบท้ายบล๊อกนี้ในช่อง แสดงความคิดเห็น หรือตอบในเวบบอร์ด รวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหาร
การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เนื้อหาเตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารสถานศึกษา
การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์*
(Results Based Management - RBM)
โดย -เมธินี จิตติชานนท์
ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม
สำนักงานประกันสังคม
สถานการณ์ปัจจุบันนี้ทุกท่านคงทราบดีว่าเราอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบราชการ ทำไมถึงต้องมีการพัฒนา เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง โลกไร้พรมแดนที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ การติดต่อสื่อสารไปมาได้รวดเร็ว ใครทำอะไรที่ไหนเราก็รู้ได้โดยรวดเร็ว หากเป็นเรื่องที่ดีเราก็จะเลียนแบบและทำตาม เพราะฉะนั้น ตัวแรกที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบราชการไทยคือ โลกาภิวัตน์ ตั้งแต่ปี 2540 ช่วงที่เกิดเศรษฐกิจวิกฤตทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนดูว่า ราชการไทยจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมได้หรือไม่ ในช่วงนี้เมื่อเกิดสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเราขยับตัวไม่ทันทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นี้คือ ปัจจัยตัวที่ 2 ส่วนปัจจัยที่ 3 เราจะเห็นได้ชัดเจนและเชื่อว่า กลุ่มพวกท่านจะสัมผัสอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ ความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัจจัยที่ 4 ความเข้มแข็งของภาคเอกชน ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งกว่าภาคราชการมากเพราะเป็นผลจากโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้ประสบการณ์ของต่างประเทศก็ไปได้เร็ว เพราะเราได้รับทราบข่าวสารจาก CNN ปัจจัยสุดท้ายคือ รัฐธรรมนูญใหม่ค่อนข้างชัดเจนว่า ภาครัฐต้องรู้จักการบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เหล่านี้คือที่มาของการพัฒนาระบบราชการไทย
การพัฒนาระบบราชการไทย
การพัฒนาระบบราชการไทยเว้นไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึง พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ว่าด้วยเรื่องของมาตรา 3/1
มาตรา 3/1 ค่อนข้างกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการไปโดยคำนึงถึง ประโยชน์สุขของประชาชน จะต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อ
ภารกิจของรัฐ ภารกิจใด ๆของรัฐก็ตามจะต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้จงได้ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรต่าง ๆจะต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ ส่วนที่สำคัญต่อไปคือ ขั้นตอนในการทำงานทั้งหลายทำอย่างไรจะลดลงให้ได้ ปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของแผนพัฒนาระบบราชการไทย เขาบอกว่า ในกระบวนการทั้งหลายที่แต่ละหน่วยราชการมีนั้นจะต้องปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ได้ครึ่งหนึ่ง สมมุติว่าเรามีอยู่ 20 กระบวนการ ภายในปี 2550 จะต้องลดให้ได้ 10 กระบวนการ นี้คือ
เป้าหมายการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ และในวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงผลการพัฒนาระบบราชการไทยครบ 2 ปี ที่หอประชุมกองทัพเรือ
*ถอดเทปการบรรยายและเอกสารประกอบการบรรยายจากหลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่ 56 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547
เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ โรงเรียนนายอำเภอ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ยังจะต้องมองการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น ตรงนี้มีเป้าหมายอยู่แล้วว่าเราจะกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่น เพราะยังทำได้ไม่เต็มที่ การกระจายอำนาจการตัดสินใจจะเห็นว่า ผู้ว่า CEO จะได้รับมอบอำนาจมากขึ้นจากระดับกรม ฯ จากส่วนกลาง เรื่องต่อมาคือ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน และสุดท้ายคือ มีความรับผิดชอบต่อผลของงาน และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
เมื่อมีพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยไว้ 7 ยุทธศาสตร์ดังนี้คือ
1.การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน
2.การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
3.การปรับรื้อระบบการเงินและการงบประมาณ
4.การสร้างระบบบริหารบุคคลและค่าตอบแทนใหม่
5.การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม
6.การเสริมสร้างราชการให้ทันสมัย
7.การเปิดระบบราชการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน
เป็นการวางเงื่อนไขให้ส่วนราชการต่าง ๆนำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง โดยให้มีการทำยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับองค์การ(Organization Scorecard) ลงไปจนถึงระดับตัวบุคคล (Individual Scorecard) รวมถึงให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีการรายงานผลสัมฤทธิ์รายปี เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นต่อไป เขาจะมี KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด ระดับบุคคล ก่อนจะข้ามไปถึงเรื่อง RBM ขอพูดถึงกรอบของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงมี ขั้นตอนของการทำงานในปัจจุบันอยู่ 3 ขั้นตอนดังนี้คือ
ขั้นที่ 1 การละลาย Unfreezing
แจ้งการเปลี่ยนแปลง
จงใจพนักงานให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ละลายพฤติกรรม ค่านิยม และทัศนคติ
ขั้นที่ 2 การเปลี่ยนแปลง (Moving)
ปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลง
แนะนำความรู้ใหม่ รูปแบบพฤติกรรมใหม่ ค่านิยมและความเชื่อถือใหม่
ละลายพฤติกรรม ค่านิยม และทัศนคติ
ขั้นที่ 3 การก่อรูปใหม่ Refreezing
เสริมและสนับสนุนรูปแบบใหม่
ทำให้การเปลี่ยนแปลงมั่นคงและจัดให้มีขั้นในองค์การ
ละลายพฤติกรรม ค่านิยม และทัศนคติ
ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะนำไปสู่การทำงานในอนาคต(Future performance)
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานแล้วเรายอมรับกันหรือเปล่า หากยอมรับบางส่วนก็จะมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตาม สาเหตุการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนักวิชาการได้รวบรวมและสรุปไว้ดังนี้ คือ
1.การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวขาดหายไปที่เคยได้มากอาจจะลดลง บางเรื่องได้มากขึ้นแต่ก็ต่อต้านได้
2.การขาดความเข้าใจและความเชื่อถือ ไม่เข้าใจว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงแล้วทำอะไรดีขึ้น
3.ความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงในช่วงของการละลายไปสู่การเปลี่ยน เพราะอาจไม่แน่นอนเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเปลี่ยนแล้วมันจะเป็นอย่างไร ยึดตามแนวนี้ได้ไหมหรือจะต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่อีก
4.การรับรู้ที่แตกต่างกัน
ทั้ง 4 สาเหตุของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่วิธีการที่จะจัดการกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง
1.การให้การศึกษาและการติดต่อสื่อสาร
2.การมีส่วนร่วม ลดแรงต่อต้านได้
3.การอำนวยความสะดวกและการสนับสนุน ให้กับผู้ที่ต่อต้านนั้น เช่น เขาไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ต้องใช้วิธีจับเข่าคุยกัน เป็นการอำนวยความสะดวกให้ไม่ได้ปฏิเสธเขา
4.การเจรจาต่อรอง หลักของการเจรจาต่อรองพยายามให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยจุดยืนของเขาก่อนเพื่อนำไปปรับใช้
5.การแทรกแซง ส่งใครก็ได้เข้าไปเจรจาต่อรอง
6.การบังคับ การทำงานโดยวิธีการบังคับนั้นสำเร็จแต่ไม่ได้ใจเขา
แนวคิด หลักการ และรูปแบบของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
เป็นเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการบริหารงานภาครัฐไปจากเดิมที่ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า (input) และอาศัยกฏระเบียบ เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความถูกต้อง สุจริตและเป็นธรรม โดยหันมาเน้นถึงวัตถุประสงค์และสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานทั้งในแง่ของผลผลิต(Output) และผลลัพธ์ (Outcome) และความคุ้มค่าของเงิน (Value for money) รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน ผู้รับบริการ
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management - RBM)
แยกออกเป็น ผลสัมฤทธิ์ = ผลผลิต + ผลลัพธ์
(RESULTS) = (OUTPUTS) + (OUTCOMES)
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์คืออะไร
คือ วิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์หรือผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก โดยมีการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ที่มาของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
มาจากแนวคิดของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management : NPM ) (3 E) ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อ
ความประหยัด (Economy) การใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรการผลิตอย่างเหมาะสม และมีความคุ้มค่าที่สุด
ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้ผลงานในระดับที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ประสิทธิผล (Effectiveness) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
และการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นต้องใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีด้วย (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542) โดยมีหลักปฏิบัติ 6 ประการ แต่การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นนำมาใช้เพียง 4 หลักปฏิบัติตั้งแต่ข้อ 3 ถึง ข้อ 6
1.หลักนิติธรรม (Rule of Law) หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกาและการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของสมาชิก
2. หลักคุณธรรม (Ethics) หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ
3. หลักความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาของประเทศ ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะการประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติหรืออื่น ๆ
5. หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบ ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตน เช่น รับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับต่อผลการดำเนินการ
6. หลักความคุ้มค่า (Utility) หมายถึงการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้อย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้า และบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน RBM : Results เกี่ยวข้องกับทุกกระบวนการของการบริหาร ได้แก่
Plan ต้องกำหนดวัตถุประสงค์/เป้าหมายชัดเจน (ต้องการผลสัมฤทธิ์อะไร)
Do ปฏิบัติมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้
Check วัดว่าปฏิบัติได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนหรือไม่ (KPI ชัดเจน)
Act ปรับปรุงแก้ไขให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้
การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Monitoring)
เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเรื่องนี้
เป็นกระบวนการวัดผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
เป็นการกำกับ ตรวจสอบการใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงาน
สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการของรัฐได้
ประโยชน์ของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน
กระตุ้นให้เกิดการสื่อสารระหว่างกัน
ปรับปรุงการกำหนดนโยบาย
สามารถแสดงภาพรวมของสถานภาพ
สนับสนุนการวิเคราะห์แนวโน้มผลการปฏิบัติงาน
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ เกี่ยวข้องกับการกำหนด
วิสัยทัศน์
พันธกิจหรือภารกิจ
ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก
วิสัยทัศน์ (Vision)
คือ ภาพที่องค์การต้องการจะเป็นหรือเป็นเป้าประสงค์โดยรวมที่องค์การต้องการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต
พันธกิจ (Mission)
เป็นหลักการพื้นฐานจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์การและขอบข่ายการดำเนินงานขององค์กร
ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ (Critical Success Factor)
“สิ่งที่เราต้องการทำให้มีหรือให้เกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรคืออะไร”
ถ้าหากว่า เรากำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรไว้แล้ว การที่เราจะบรรลุวิสัยทัศน์นั้นเราต้องทำอะไรบ้างหรือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง องค์กรจึงจะบรรลุวิสัยทัศน์ ฉะนั้นจึงต้องมีเกณฑ์การกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ ดังนี้
เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์โดยมุ่งความสำคัญที่ผลผลิตและผลลัพธ์
เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์กร
มีความเฉพาะเจาะจงและสามารถเข้าใจได้
เป็นที่ยอมรับจากระดับผู้บริหาร
อยู่ภายใต้อิทธิพลการควบคุมขององค์กร
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (Key Performance Indicator)
“เราจะวัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จได้อย่างไร”
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก คือสิ่งที่สะท้อนว่า เราจะวัดอะไร อะไรที่แสดงถึงความก้าวหน้าของเรา ในการกำหนดตัวชี้วัดมีข้อที่จะต้องคำนึงถึงเช่นกันว่า เวลากำหนดขึ้นมานั้นจะต้องรับได้ไหม วัดได้จริง ๆไหมแล้วจะต้องทำได้ และบรรลุได้ ทำความเข้าใจได้ ตรวจสอบได้ วัดได้ภายในเวลาที่กำหนด หากจะจำง่าย ๆนั้นก็คือ SMART เป็นการกำหนดตัวชี้วัด
เกณฑ์การกำหนดตัวชี้วัด
สามารถวัดผลการปฏิบัติงานได้จริง
สามารถบรรลุได้ มีความสมเหตุสมผลที่จะใช้เป็นตัวชี้วัด ไม่วัดในสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความสามารถของส่วนราชการ
สามารถสื่อสารทำความเข้าใจได้ตรงกัน มีความเฉพาะเจาะจง
สามารถตรวจสอบได้
สามารถวัดผลได้อย่างเท่าเทียมกัน ผลงานเหมือนกันควรใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน
สามารถวัดผลการปฏิบัติงานภายในเวลาที่กำหนด
ความหมายของคำว่า Smart มีดังนี้
S pecific - เฉพาะเจาะจง ชัดเจน
M easurable - สามารถวัดได้
A chievable - สามารถบรรลุได้
R ealistic - สอดคล้องกับความเป็นจริง
T imely - วัดได้เหมาะสมตามช่วงเวลาที่กำหนด
การกำหนดตัวชี้วัดต้องกำหนดอย่าง SMART พอเป็นตัวชี้วัดแล้วก็ต้องมาดูการแสดงค่าให้ชัดเจน ดังนั้น ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่ดีจะต้องแสดงค่าที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขอันใดอันหนึ่ง เช่น เป็นร้อยละ (Percentage) อัตราส่วน (Ratio) ค่าเฉลี่ย (Average or Mean) จำนวน ( Number) อัตรา
(Rate) และสัดส่วน (Proportion)
บทเรียนจากประสบการณ์
ตัวอย่างการทำงานเรื่องการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานประกันสังคมพอสรุปได้ดังนี้
ประโยชน์ของ RBM ที่ผู้บริหารนำมาใช้ในราชการ มีดังนี้
เป็นเครื่องมือในการติดตามงาน
เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากร
ผู้บริหารระดับสูงจะทราบว่าองค์กรอยู่ ณ ตำแหน่งใด
สนับสนุนให้องค์กรมีวิสัยทัศน์
ข้อเสนอแนะในการนำระบบนี้มาใช้
1.บุคลากรมีความเข้าใจ
2.ลดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลการประมวลผล
3.กำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญ
4.ผู้บริหารเห็นความสำคัญนำไปใช้ประโยชน์
5.มีทีมงานที่มีความสามารถ
ปัญหาและแนวทางแก้ไข
ปัญหาที่พบ
1.ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่
2.ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น (เก็บข้อมูลทุกวัน)
3.การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน
แนวทางแก้ไข
1.จัดอบรมสัมมนาปีละ 2 ครั้ง
ทำเอกสารคู่มือ VDO ออกติดตามงาน
2.ตั้งทีมงาน กระจายงาน เฉพาะงานที่จำเป็น
3.ประชุมวิเคราะห์ผลร่วมกัน
มีประโยคที่น่าสนใจอยู่ 3 ประโยคฝากไว้สำหรับผู้ที่จะก้าวเป็นนักบริหารในอนาคตต่อไป
1. If you can’ t measure, you can’ t manage วัดไม่ได้ บริหารไม่ได้
2 2. If you can’ t measure, you can’ t improve วัดไม่ได้ พัฒนาไม่ได้
3. What gets measured, gets done สิ่งไหนที่วัด สิ่งนั้นคนจะสนใจ
ตอนท้ายของเรื่อง การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นจะสำเร็จได้ต้อง มีพื้นฐานของการสื่อสารที่ดี การมีส่วนร่วม และการมีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จของบุคลากร โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.การเตรียมการพัฒนาระบบ RBM
2.การพัฒนาระบบ RBM
3.การติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทั้ง 3 ข้อ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการบริหารผลการปฏิบัติงานได้ต่อไป
เป้าหมายในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมข้าราชการใหม่มี ดังนี้
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า I AM READY ย่อมาจาก
I (Intergrity) การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี
A (Activeness) ขยัน ตั้งใจทำงาน
M (Moral) มีศีลธรรม
R (Relevancy) มีการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับปัญหา
E (Efficiency) การทำงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ
A (Accountability) การมีความรับผิดชอบต่อผลงาน
D (Democracy) มีใจและการกระทำที่เป็นประชาธิปไตย
Y (Yield) มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และปฏิบัติงานโดยเน้นผลสัมฤทธิ์
จากการบรรยายดังกล่าวนั้นหวังว่าทุกท่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และนำไปปฏิบัติให้เกิดความคล่องตัวขึ้นได้ในอนาคตและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ ขอขอบคุณ
*************************
ถอดเทปการบรรยาย/รวบรวม/พิมพ์โดย
นางพรรณธิภา ธนสันติ นพบ. 6
วิทยาลัยการปกครอง
(Results Based Management - RBM)
โดย -เมธินี จิตติชานนท์
ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม
สำนักงานประกันสังคม
สถานการณ์ปัจจุบันนี้ทุกท่านคงทราบดีว่าเราอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบราชการ ทำไมถึงต้องมีการพัฒนา เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง โลกไร้พรมแดนที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ การติดต่อสื่อสารไปมาได้รวดเร็ว ใครทำอะไรที่ไหนเราก็รู้ได้โดยรวดเร็ว หากเป็นเรื่องที่ดีเราก็จะเลียนแบบและทำตาม เพราะฉะนั้น ตัวแรกที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบราชการไทยคือ โลกาภิวัตน์ ตั้งแต่ปี 2540 ช่วงที่เกิดเศรษฐกิจวิกฤตทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนดูว่า ราชการไทยจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมได้หรือไม่ ในช่วงนี้เมื่อเกิดสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเราขยับตัวไม่ทันทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นี้คือ ปัจจัยตัวที่ 2 ส่วนปัจจัยที่ 3 เราจะเห็นได้ชัดเจนและเชื่อว่า กลุ่มพวกท่านจะสัมผัสอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ ความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัจจัยที่ 4 ความเข้มแข็งของภาคเอกชน ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งกว่าภาคราชการมากเพราะเป็นผลจากโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้ประสบการณ์ของต่างประเทศก็ไปได้เร็ว เพราะเราได้รับทราบข่าวสารจาก CNN ปัจจัยสุดท้ายคือ รัฐธรรมนูญใหม่ค่อนข้างชัดเจนว่า ภาครัฐต้องรู้จักการบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เหล่านี้คือที่มาของการพัฒนาระบบราชการไทย
การพัฒนาระบบราชการไทย
การพัฒนาระบบราชการไทยเว้นไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึง พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ว่าด้วยเรื่องของมาตรา 3/1
มาตรา 3/1 ค่อนข้างกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการไปโดยคำนึงถึง ประโยชน์สุขของประชาชน จะต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อ
ภารกิจของรัฐ ภารกิจใด ๆของรัฐก็ตามจะต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้จงได้ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรต่าง ๆจะต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ ส่วนที่สำคัญต่อไปคือ ขั้นตอนในการทำงานทั้งหลายทำอย่างไรจะลดลงให้ได้ ปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของแผนพัฒนาระบบราชการไทย เขาบอกว่า ในกระบวนการทั้งหลายที่แต่ละหน่วยราชการมีนั้นจะต้องปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ได้ครึ่งหนึ่ง สมมุติว่าเรามีอยู่ 20 กระบวนการ ภายในปี 2550 จะต้องลดให้ได้ 10 กระบวนการ นี้คือ
เป้าหมายการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ และในวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงผลการพัฒนาระบบราชการไทยครบ 2 ปี ที่หอประชุมกองทัพเรือ
*ถอดเทปการบรรยายและเอกสารประกอบการบรรยายจากหลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่ 56 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547
เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ โรงเรียนนายอำเภอ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ยังจะต้องมองการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น ตรงนี้มีเป้าหมายอยู่แล้วว่าเราจะกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่น เพราะยังทำได้ไม่เต็มที่ การกระจายอำนาจการตัดสินใจจะเห็นว่า ผู้ว่า CEO จะได้รับมอบอำนาจมากขึ้นจากระดับกรม ฯ จากส่วนกลาง เรื่องต่อมาคือ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน และสุดท้ายคือ มีความรับผิดชอบต่อผลของงาน และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
เมื่อมีพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยไว้ 7 ยุทธศาสตร์ดังนี้คือ
1.การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน
2.การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
3.การปรับรื้อระบบการเงินและการงบประมาณ
4.การสร้างระบบบริหารบุคคลและค่าตอบแทนใหม่
5.การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม
6.การเสริมสร้างราชการให้ทันสมัย
7.การเปิดระบบราชการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน
เป็นการวางเงื่อนไขให้ส่วนราชการต่าง ๆนำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง โดยให้มีการทำยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับองค์การ(Organization Scorecard) ลงไปจนถึงระดับตัวบุคคล (Individual Scorecard) รวมถึงให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีการรายงานผลสัมฤทธิ์รายปี เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นต่อไป เขาจะมี KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด ระดับบุคคล ก่อนจะข้ามไปถึงเรื่อง RBM ขอพูดถึงกรอบของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงมี ขั้นตอนของการทำงานในปัจจุบันอยู่ 3 ขั้นตอนดังนี้คือ
ขั้นที่ 1 การละลาย Unfreezing
แจ้งการเปลี่ยนแปลง
จงใจพนักงานให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ละลายพฤติกรรม ค่านิยม และทัศนคติ
ขั้นที่ 2 การเปลี่ยนแปลง (Moving)
ปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลง
แนะนำความรู้ใหม่ รูปแบบพฤติกรรมใหม่ ค่านิยมและความเชื่อถือใหม่
ละลายพฤติกรรม ค่านิยม และทัศนคติ
ขั้นที่ 3 การก่อรูปใหม่ Refreezing
เสริมและสนับสนุนรูปแบบใหม่
ทำให้การเปลี่ยนแปลงมั่นคงและจัดให้มีขั้นในองค์การ
ละลายพฤติกรรม ค่านิยม และทัศนคติ
ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะนำไปสู่การทำงานในอนาคต(Future performance)
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานแล้วเรายอมรับกันหรือเปล่า หากยอมรับบางส่วนก็จะมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตาม สาเหตุการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนักวิชาการได้รวบรวมและสรุปไว้ดังนี้ คือ
1.การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวขาดหายไปที่เคยได้มากอาจจะลดลง บางเรื่องได้มากขึ้นแต่ก็ต่อต้านได้
2.การขาดความเข้าใจและความเชื่อถือ ไม่เข้าใจว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงแล้วทำอะไรดีขึ้น
3.ความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงในช่วงของการละลายไปสู่การเปลี่ยน เพราะอาจไม่แน่นอนเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเปลี่ยนแล้วมันจะเป็นอย่างไร ยึดตามแนวนี้ได้ไหมหรือจะต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่อีก
4.การรับรู้ที่แตกต่างกัน
ทั้ง 4 สาเหตุของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่วิธีการที่จะจัดการกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง
1.การให้การศึกษาและการติดต่อสื่อสาร
2.การมีส่วนร่วม ลดแรงต่อต้านได้
3.การอำนวยความสะดวกและการสนับสนุน ให้กับผู้ที่ต่อต้านนั้น เช่น เขาไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ต้องใช้วิธีจับเข่าคุยกัน เป็นการอำนวยความสะดวกให้ไม่ได้ปฏิเสธเขา
4.การเจรจาต่อรอง หลักของการเจรจาต่อรองพยายามให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยจุดยืนของเขาก่อนเพื่อนำไปปรับใช้
5.การแทรกแซง ส่งใครก็ได้เข้าไปเจรจาต่อรอง
6.การบังคับ การทำงานโดยวิธีการบังคับนั้นสำเร็จแต่ไม่ได้ใจเขา
แนวคิด หลักการ และรูปแบบของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
เป็นเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการบริหารงานภาครัฐไปจากเดิมที่ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า (input) และอาศัยกฏระเบียบ เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความถูกต้อง สุจริตและเป็นธรรม โดยหันมาเน้นถึงวัตถุประสงค์และสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานทั้งในแง่ของผลผลิต(Output) และผลลัพธ์ (Outcome) และความคุ้มค่าของเงิน (Value for money) รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน ผู้รับบริการ
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management - RBM)
แยกออกเป็น ผลสัมฤทธิ์ = ผลผลิต + ผลลัพธ์
(RESULTS) = (OUTPUTS) + (OUTCOMES)
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์คืออะไร
คือ วิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์หรือผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก โดยมีการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ที่มาของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
มาจากแนวคิดของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management : NPM ) (3 E) ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อ
ความประหยัด (Economy) การใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรการผลิตอย่างเหมาะสม และมีความคุ้มค่าที่สุด
ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้ผลงานในระดับที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
ประสิทธิผล (Effectiveness) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
และการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นต้องใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีด้วย (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542) โดยมีหลักปฏิบัติ 6 ประการ แต่การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นนำมาใช้เพียง 4 หลักปฏิบัติตั้งแต่ข้อ 3 ถึง ข้อ 6
1.หลักนิติธรรม (Rule of Law) หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกาและการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของสมาชิก
2. หลักคุณธรรม (Ethics) หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ
3. หลักความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาของประเทศ ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะการประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติหรืออื่น ๆ
5. หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบ ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตน เช่น รับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับต่อผลการดำเนินการ
6. หลักความคุ้มค่า (Utility) หมายถึงการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้อย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้า และบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน RBM : Results เกี่ยวข้องกับทุกกระบวนการของการบริหาร ได้แก่
Plan ต้องกำหนดวัตถุประสงค์/เป้าหมายชัดเจน (ต้องการผลสัมฤทธิ์อะไร)
Do ปฏิบัติมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้
Check วัดว่าปฏิบัติได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนหรือไม่ (KPI ชัดเจน)
Act ปรับปรุงแก้ไขให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้
การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Monitoring)
เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเรื่องนี้
เป็นกระบวนการวัดผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
เป็นการกำกับ ตรวจสอบการใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงาน
สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการของรัฐได้
ประโยชน์ของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน
กระตุ้นให้เกิดการสื่อสารระหว่างกัน
ปรับปรุงการกำหนดนโยบาย
สามารถแสดงภาพรวมของสถานภาพ
สนับสนุนการวิเคราะห์แนวโน้มผลการปฏิบัติงาน
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ เกี่ยวข้องกับการกำหนด
วิสัยทัศน์
พันธกิจหรือภารกิจ
ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก
วิสัยทัศน์ (Vision)
คือ ภาพที่องค์การต้องการจะเป็นหรือเป็นเป้าประสงค์โดยรวมที่องค์การต้องการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต
พันธกิจ (Mission)
เป็นหลักการพื้นฐานจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์การและขอบข่ายการดำเนินงานขององค์กร
ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ (Critical Success Factor)
“สิ่งที่เราต้องการทำให้มีหรือให้เกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรคืออะไร”
ถ้าหากว่า เรากำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรไว้แล้ว การที่เราจะบรรลุวิสัยทัศน์นั้นเราต้องทำอะไรบ้างหรือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง องค์กรจึงจะบรรลุวิสัยทัศน์ ฉะนั้นจึงต้องมีเกณฑ์การกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ ดังนี้
เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์โดยมุ่งความสำคัญที่ผลผลิตและผลลัพธ์
เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์กร
มีความเฉพาะเจาะจงและสามารถเข้าใจได้
เป็นที่ยอมรับจากระดับผู้บริหาร
อยู่ภายใต้อิทธิพลการควบคุมขององค์กร
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (Key Performance Indicator)
“เราจะวัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จได้อย่างไร”
ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก คือสิ่งที่สะท้อนว่า เราจะวัดอะไร อะไรที่แสดงถึงความก้าวหน้าของเรา ในการกำหนดตัวชี้วัดมีข้อที่จะต้องคำนึงถึงเช่นกันว่า เวลากำหนดขึ้นมานั้นจะต้องรับได้ไหม วัดได้จริง ๆไหมแล้วจะต้องทำได้ และบรรลุได้ ทำความเข้าใจได้ ตรวจสอบได้ วัดได้ภายในเวลาที่กำหนด หากจะจำง่าย ๆนั้นก็คือ SMART เป็นการกำหนดตัวชี้วัด
เกณฑ์การกำหนดตัวชี้วัด
สามารถวัดผลการปฏิบัติงานได้จริง
สามารถบรรลุได้ มีความสมเหตุสมผลที่จะใช้เป็นตัวชี้วัด ไม่วัดในสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความสามารถของส่วนราชการ
สามารถสื่อสารทำความเข้าใจได้ตรงกัน มีความเฉพาะเจาะจง
สามารถตรวจสอบได้
สามารถวัดผลได้อย่างเท่าเทียมกัน ผลงานเหมือนกันควรใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน
สามารถวัดผลการปฏิบัติงานภายในเวลาที่กำหนด
ความหมายของคำว่า Smart มีดังนี้
S pecific - เฉพาะเจาะจง ชัดเจน
M easurable - สามารถวัดได้
A chievable - สามารถบรรลุได้
R ealistic - สอดคล้องกับความเป็นจริง
T imely - วัดได้เหมาะสมตามช่วงเวลาที่กำหนด
การกำหนดตัวชี้วัดต้องกำหนดอย่าง SMART พอเป็นตัวชี้วัดแล้วก็ต้องมาดูการแสดงค่าให้ชัดเจน ดังนั้น ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่ดีจะต้องแสดงค่าที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขอันใดอันหนึ่ง เช่น เป็นร้อยละ (Percentage) อัตราส่วน (Ratio) ค่าเฉลี่ย (Average or Mean) จำนวน ( Number) อัตรา
(Rate) และสัดส่วน (Proportion)
บทเรียนจากประสบการณ์
ตัวอย่างการทำงานเรื่องการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานประกันสังคมพอสรุปได้ดังนี้
ประโยชน์ของ RBM ที่ผู้บริหารนำมาใช้ในราชการ มีดังนี้
เป็นเครื่องมือในการติดตามงาน
เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากร
ผู้บริหารระดับสูงจะทราบว่าองค์กรอยู่ ณ ตำแหน่งใด
สนับสนุนให้องค์กรมีวิสัยทัศน์
ข้อเสนอแนะในการนำระบบนี้มาใช้
1.บุคลากรมีความเข้าใจ
2.ลดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลการประมวลผล
3.กำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญ
4.ผู้บริหารเห็นความสำคัญนำไปใช้ประโยชน์
5.มีทีมงานที่มีความสามารถ
ปัญหาและแนวทางแก้ไข
ปัญหาที่พบ
1.ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่
2.ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น (เก็บข้อมูลทุกวัน)
3.การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน
แนวทางแก้ไข
1.จัดอบรมสัมมนาปีละ 2 ครั้ง
ทำเอกสารคู่มือ VDO ออกติดตามงาน
2.ตั้งทีมงาน กระจายงาน เฉพาะงานที่จำเป็น
3.ประชุมวิเคราะห์ผลร่วมกัน
มีประโยคที่น่าสนใจอยู่ 3 ประโยคฝากไว้สำหรับผู้ที่จะก้าวเป็นนักบริหารในอนาคตต่อไป
1. If you can’ t measure, you can’ t manage วัดไม่ได้ บริหารไม่ได้
2 2. If you can’ t measure, you can’ t improve วัดไม่ได้ พัฒนาไม่ได้
3. What gets measured, gets done สิ่งไหนที่วัด สิ่งนั้นคนจะสนใจ
ตอนท้ายของเรื่อง การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นจะสำเร็จได้ต้อง มีพื้นฐานของการสื่อสารที่ดี การมีส่วนร่วม และการมีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จของบุคลากร โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.การเตรียมการพัฒนาระบบ RBM
2.การพัฒนาระบบ RBM
3.การติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทั้ง 3 ข้อ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการบริหารผลการปฏิบัติงานได้ต่อไป
เป้าหมายในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมข้าราชการใหม่มี ดังนี้
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า I AM READY ย่อมาจาก
I (Intergrity) การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี
A (Activeness) ขยัน ตั้งใจทำงาน
M (Moral) มีศีลธรรม
R (Relevancy) มีการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับปัญหา
E (Efficiency) การทำงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ
A (Accountability) การมีความรับผิดชอบต่อผลงาน
D (Democracy) มีใจและการกระทำที่เป็นประชาธิปไตย
Y (Yield) มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และปฏิบัติงานโดยเน้นผลสัมฤทธิ์
จากการบรรยายดังกล่าวนั้นหวังว่าทุกท่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และนำไปปฏิบัติให้เกิดความคล่องตัวขึ้นได้ในอนาคตและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ ขอขอบคุณ
*************************
ถอดเทปการบรรยาย/รวบรวม/พิมพ์โดย
นางพรรณธิภา ธนสันติ นพบ. 6
วิทยาลัยการปกครอง
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ประชาคมอาเซียน และกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลเตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารสถานศึกษา ๒๕๕๔
เ ฉ ล ย คำ ถ า ม เตรียมสอบ ภ า ค ก ทีเล่นทีจริง ชุดที่ 5
๑. ข้อใดถูกต้องในการสอบ PAT วัดแววอาชีพครู
ก PAT 3
ข PAT 4
ค PAT 5
ง PAT 6
๒.ตัวอักษร P ในคำย่อว่า PAT ข้อใดใกล้เคียงมากที่สุด
ก Prefer
ข Pretest
ค Professional
ง Pro position
.........................................................................................................................
การเตรียมพร้อมด้านการศึกษาของไทย เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษเรื่อง "การเตรียมพร้อมด้านการศึกษาของไทย เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ปี พ.ศ. ๒๕๕๘" จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ณ ห้องรับรอง ๑-๒ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
รมว.ศธ. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์เดียว เอกลักษณ์เดียว และประชาคมเดียว เพื่อความเจริญมั่นคงของประชากร ทรัพยากร และเศรษฐกิจ
ภายใต้การก่อตั้งนี้จะต้องยึดหลักสำคัญ คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน การศึกษานั้นจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่นๆมีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน
สำหรับการเตรียมความพร้อมของการศึกษาไทยนั้น ศธ.มีจุดมุ่งหมาย ดังนี้
๑. การสร้างประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ให้ประเทศไทยเป็น Education Hub มีการเตรียมความพร้อมในด้านกรอบความคิด คือ แผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของคนไทยในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนของประชาคมอาเซียน พัฒนาสมรรถนะให้พร้อมจะอยู่ร่วมกันและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการศึกษา โดยให้มีการร่วมมือกันใน ๓ ด้านคือ ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา
๒. ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน มีการเพิ่มครูที่จบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเข้าไปในทุกระดับชั้นการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับอาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกันของประเทศในประชาคม
ส่วนด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น จะพัฒนาตามหลัก 3N ได้แก่ Ned Net โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ NEIS ศูนย์กลางรวบรวม จัดเก็บ และเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา NLC ศูนย์เรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา มีการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความเอื้ออาทร โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นักศึกษาที่จบจากอาชีวศึกษาจะต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะการทำงานร่วมกันในประชาคมอาเซียน
นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินงานภายใต้นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ๖ เดือน ๖ คุณภาพของ ศธ. เพื่อพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนและสากลต่อไป.
ที่มา...สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.
คำถาม เตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารชุดที่ ๖
๑.เป้าหมายประชาคมอาเซียนที่ต้องการให้เกิดขึ้น มีวิสัยทัศน์ในปีใด
ก พ.ศ.๒๕๕๕
ข พ.ศ.๒๕๕๘
ค พ.ศ.๒๕๖๑
ง พ.ศ.๒๕๖๕
๒.ข้อใดเกี่ยวข้องกับ เป้าหมายของประชาคมอาเซียน น้อยที่สุด
ก 3N
ข Education Hub
ค ๖ เดือน ๖ คุณภาพ
ง ซีเมค
..................................................................
ท่านใดสนใจตอบคำถาม โปรดเขียนลงใน แสดงความคิดเห็น ท้ายบล๊อกนี้ หรือตอบในบอร์ดรวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหารครับ
๑. ข้อใดถูกต้องในการสอบ PAT วัดแววอาชีพครู
ก PAT 3
ข PAT 4
ค PAT 5
ง PAT 6
๒.ตัวอักษร P ในคำย่อว่า PAT ข้อใดใกล้เคียงมากที่สุด
ก Prefer
ข Pretest
ค Professional
ง Pro position
.........................................................................................................................
การเตรียมพร้อมด้านการศึกษาของไทย เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษเรื่อง "การเตรียมพร้อมด้านการศึกษาของไทย เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ปี พ.ศ. ๒๕๕๘" จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ณ ห้องรับรอง ๑-๒ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
รมว.ศธ. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์เดียว เอกลักษณ์เดียว และประชาคมเดียว เพื่อความเจริญมั่นคงของประชากร ทรัพยากร และเศรษฐกิจ
ภายใต้การก่อตั้งนี้จะต้องยึดหลักสำคัญ คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน การศึกษานั้นจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่นๆมีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน
สำหรับการเตรียมความพร้อมของการศึกษาไทยนั้น ศธ.มีจุดมุ่งหมาย ดังนี้
๑. การสร้างประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ให้ประเทศไทยเป็น Education Hub มีการเตรียมความพร้อมในด้านกรอบความคิด คือ แผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของคนไทยในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนของประชาคมอาเซียน พัฒนาสมรรถนะให้พร้อมจะอยู่ร่วมกันและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการศึกษา โดยให้มีการร่วมมือกันใน ๓ ด้านคือ ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา
๒. ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน มีการเพิ่มครูที่จบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเข้าไปในทุกระดับชั้นการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับอาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกันของประเทศในประชาคม
ส่วนด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น จะพัฒนาตามหลัก 3N ได้แก่ Ned Net โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ NEIS ศูนย์กลางรวบรวม จัดเก็บ และเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา NLC ศูนย์เรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา มีการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความเอื้ออาทร โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นักศึกษาที่จบจากอาชีวศึกษาจะต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะการทำงานร่วมกันในประชาคมอาเซียน
นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินงานภายใต้นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ๖ เดือน ๖ คุณภาพของ ศธ. เพื่อพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนและสากลต่อไป.
ที่มา...สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.
คำถาม เตรียมสอบภาค ก ผู้บริหารชุดที่ ๖
๑.เป้าหมายประชาคมอาเซียนที่ต้องการให้เกิดขึ้น มีวิสัยทัศน์ในปีใด
ก พ.ศ.๒๕๕๕
ข พ.ศ.๒๕๕๘
ค พ.ศ.๒๕๖๑
ง พ.ศ.๒๕๖๕
๒.ข้อใดเกี่ยวข้องกับ เป้าหมายของประชาคมอาเซียน น้อยที่สุด
ก 3N
ข Education Hub
ค ๖ เดือน ๖ คุณภาพ
ง ซีเมค
..................................................................
ท่านใดสนใจตอบคำถาม โปรดเขียนลงใน แสดงความคิดเห็น ท้ายบล๊อกนี้ หรือตอบในบอร์ดรวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหารครับ
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เตรียมสอบภาค ก เรื่องการสอบ GAT/PAT ปี 2554 นโยบายที่ผู้บริหารสถานศึกษาควรรู้
เ ฉ ล ย คำถามสอบภาค ก ทีเล่นทีจริงชุดที่ 4
๑.หลักการประเมินโรงเรียนในฝัน ใช้กรอบการประเมินด้วยทฤษฏีตามข้อใด
ก BP:Best Practices
ข BSC:Balance scorecard
ค TQM:Total Quality control
ง PDCA
๒.นโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ
ข ครูอัตราจ้าง
ค ครูธุรการ
ง ครูอัตราจ้างกรณีพิเศษ
.......................................เกี่ยวกับ GAT/PAT ปี 2554
นางอุทุมพร จามรมาน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผย ในวันที่ 10-30 พฤศจิกายนนี้ สทศ.เปิดรับสมัครสอบแบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) ครั้งที่ 1/2554 (สอบเดือนมีนาคม 2554) โดยสมัครผ่านทางเว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th ชำระเงิน วันที่ 10 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลส่วนตัว วันที่ 10 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วันที่ 14 ธันวาคมเป็นต้นไป พิมพ์บัตรประจำตัวผู้สอบ วันที่ 21 ธันวาคม สอบวันที่ 5-8 มีนาคม 2554 และประกาศผลสอบวันที่ 10 เมษายน ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องเป็นนักเรียนชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่าชั้น ม.6 ขึ้นไป ณ วันสอบ โดยเสียค่าสมัครสอบวิชาละ 150 บาท
นางอุทุมพรกล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินการสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 1/2554
วันที่ 5 มีนาคม 2554
เวลา 08.30-11.30 น. สอบ GAT
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์,
วันที่ 6 มีนาคม เวลา
08.30-11.30 น. สอบ PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู,
วันที่ 7 มีนาคม
เวลา 08.30-11.30 น. สอบ PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์,
วันที่ 8 มีนาคม
เวลา 08.30-11.30 น. สอบ PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ
PAT 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส
PAT 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน
PAT 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น
PAT 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน
PAT 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ และ
PAT 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี
"ทั้งนี้ สำหรับยอดนักเรียนที่ยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบการสอบ ครั้งที่ 3/2553 สอบเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีจำนวน 1,123 คน แยกเป็นรายวิชา GAT 737 คน PAT 1 จำนวน 435 คน PAT 2 จำนวน 364 คน PAT 3 จำนวน 269 คน PAT 4 จำนวน 243 คน PAT 5 จำนวน 32 PAT 6 จำนวน 8 คน PAT 7.1 จำนวน 39 คน PAT 7.2 จำนวน 8 PAT 7.3 จำนวน 16 คน PAT 7.4 จำนวน 9 คน และ PAT 7.6 จำนวน 2 คน ซึ่งจากข้อมูลนักเรียนที่ขอดู GAT น่าจะเป็นเพราะได้คะแนนศูนย์ เนื่องจากไม่ได้ระบายกระดาษคำตอบตามที่ สทศ.กำหนด จึงไม่ได้ตรวจข้อสอบวิชาดังกล่าวให้ ดังนั้น นักเรียนคงอยากที่จะรู้ว่าตนเองได้คะแนนจริงๆ เท่าใด อย่างไรก็ตาม สทศ.จะไปค้นกระดาษคำตอบและเปิดให้นักเรียนมาดูได้ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้" นางอุทุมพรกล่าว
ที่มา - มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289377164&grpid=&catid=19&subcatid=1903
.................................
ค ำ ถ า ม เตรียมสอบ ภ า ค ก ทีเล่นทีจริง ชุดที่ 5
๑. ข้อใดถูกต้องในการสอบ PAT วัดแววอาชีพครู
ก PAT 3
ข PAT 4
ค PAT 5
ง PAT 6
๒.ตัวอักษร P ในคำย่อว่า PAT ข้อใดใกล้เคียงมากที่สุด
ก Prefer
ข Pretest
ค Professional
ง Pro position
ท่านใดต้องการร่วมสนุกโปรดเขียนคำตอบลงใน "แสดงความคิดเห็น"ท้ายบล๊อกนี้ หรือไปตอบในเวบบอร์ดรวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษาด้านบนทางขวามือ
๑.หลักการประเมินโรงเรียนในฝัน ใช้กรอบการประเมินด้วยทฤษฏีตามข้อใด
ก BP:Best Practices
ข BSC:Balance scorecard
ค TQM:Total Quality control
ง PDCA
๒.นโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ
ข ครูอัตราจ้าง
ค ครูธุรการ
ง ครูอัตราจ้างกรณีพิเศษ
.......................................เกี่ยวกับ GAT/PAT ปี 2554
นางอุทุมพร จามรมาน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผย ในวันที่ 10-30 พฤศจิกายนนี้ สทศ.เปิดรับสมัครสอบแบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) ครั้งที่ 1/2554 (สอบเดือนมีนาคม 2554) โดยสมัครผ่านทางเว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th ชำระเงิน วันที่ 10 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลส่วนตัว วันที่ 10 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วันที่ 14 ธันวาคมเป็นต้นไป พิมพ์บัตรประจำตัวผู้สอบ วันที่ 21 ธันวาคม สอบวันที่ 5-8 มีนาคม 2554 และประกาศผลสอบวันที่ 10 เมษายน ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องเป็นนักเรียนชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่าชั้น ม.6 ขึ้นไป ณ วันสอบ โดยเสียค่าสมัครสอบวิชาละ 150 บาท
นางอุทุมพรกล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินการสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 1/2554
วันที่ 5 มีนาคม 2554
เวลา 08.30-11.30 น. สอบ GAT
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์,
วันที่ 6 มีนาคม เวลา
08.30-11.30 น. สอบ PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู,
วันที่ 7 มีนาคม
เวลา 08.30-11.30 น. สอบ PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์,
วันที่ 8 มีนาคม
เวลา 08.30-11.30 น. สอบ PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
เวลา 13.00-16.00 น. สอบ
PAT 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส
PAT 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน
PAT 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น
PAT 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน
PAT 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ และ
PAT 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี
"ทั้งนี้ สำหรับยอดนักเรียนที่ยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบการสอบ ครั้งที่ 3/2553 สอบเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีจำนวน 1,123 คน แยกเป็นรายวิชา GAT 737 คน PAT 1 จำนวน 435 คน PAT 2 จำนวน 364 คน PAT 3 จำนวน 269 คน PAT 4 จำนวน 243 คน PAT 5 จำนวน 32 PAT 6 จำนวน 8 คน PAT 7.1 จำนวน 39 คน PAT 7.2 จำนวน 8 PAT 7.3 จำนวน 16 คน PAT 7.4 จำนวน 9 คน และ PAT 7.6 จำนวน 2 คน ซึ่งจากข้อมูลนักเรียนที่ขอดู GAT น่าจะเป็นเพราะได้คะแนนศูนย์ เนื่องจากไม่ได้ระบายกระดาษคำตอบตามที่ สทศ.กำหนด จึงไม่ได้ตรวจข้อสอบวิชาดังกล่าวให้ ดังนั้น นักเรียนคงอยากที่จะรู้ว่าตนเองได้คะแนนจริงๆ เท่าใด อย่างไรก็ตาม สทศ.จะไปค้นกระดาษคำตอบและเปิดให้นักเรียนมาดูได้ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้" นางอุทุมพรกล่าว
ที่มา - มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289377164&grpid=&catid=19&subcatid=1903
.................................
ค ำ ถ า ม เตรียมสอบ ภ า ค ก ทีเล่นทีจริง ชุดที่ 5
๑. ข้อใดถูกต้องในการสอบ PAT วัดแววอาชีพครู
ก PAT 3
ข PAT 4
ค PAT 5
ง PAT 6
๒.ตัวอักษร P ในคำย่อว่า PAT ข้อใดใกล้เคียงมากที่สุด
ก Prefer
ข Pretest
ค Professional
ง Pro position
ท่านใดต้องการร่วมสนุกโปรดเขียนคำตอบลงใน "แสดงความคิดเห็น"ท้ายบล๊อกนี้ หรือไปตอบในเวบบอร์ดรวมพลสนทนาเตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษาด้านบนทางขวามือ
วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
มาเฉลยคำถามทีเล่นทีจริง ชุดที่ 3 และนำเสนอคำถามฯ ชุดที่ 4
เ ฉ ล ย ค ำ ถ า ม ที เ ล่ น ที จ ริ ง ชุ ด ที่ 3
๑.ข้อใดคือแนวคิดที่ถูกต้องมากที่สุดเกี่ยวกับนโยบายโรงเรียนดีประจำตำบล
ก เป็นโรงเรียนที่เน้น ๗ ด้าน ภายในช่วงเวลาที่กำหนด
ข เป็นโรงเรียนคุณภาพภายในท้องถิ่น
ค เป็นโรงเรียนเพื่อองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ง เป็นโรงเรียนเชิงวิจัยและทดลอง
๒.ตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ ๒ โรงเรียนดีระดับตำบล มีจำนวนกี่โรงเรียน
ก ๕๐๐ โรงเรียน
ข ๒๕๐๐ โรงเรียน
ค ๕๐๐๐ โรงเรียน
ง ๗๐๐๐ โรงเรียน
คำถามสอบภาค ก ทีเล่นทีจริงชุดที่ 4
๑.หลักการประเมินโรงเรียนในฝัน ใช้กรอบการประเมินด้วยทฤษฏีตามข้อใด
ก BP:Best Practices
ข BSC:Balance scorecard
ค TQM:Total Quality control
ง PDCA
๒.นโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ
ข ครูอัตราจ้าง
ค ครูธุรการ
ง ครูอัตราจ้างกรณีพิเศษ
ท่านใดสนใจ สามารถตอบโดยแสดงความคิดเห็นท้ายบล๊อกนี้ หรือตอบในรวมพลกระดานสนทนาลิงค์ด้านบนมุมขวาของบล๊อกนี้
๑.ข้อใดคือแนวคิดที่ถูกต้องมากที่สุดเกี่ยวกับนโยบายโรงเรียนดีประจำตำบล
ก เป็นโรงเรียนที่เน้น ๗ ด้าน ภายในช่วงเวลาที่กำหนด
ข เป็นโรงเรียนคุณภาพภายในท้องถิ่น
ค เป็นโรงเรียนเพื่อองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ง เป็นโรงเรียนเชิงวิจัยและทดลอง
๒.ตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ ๒ โรงเรียนดีระดับตำบล มีจำนวนกี่โรงเรียน
ก ๕๐๐ โรงเรียน
ข ๒๕๐๐ โรงเรียน
ค ๕๐๐๐ โรงเรียน
ง ๗๐๐๐ โรงเรียน
คำถามสอบภาค ก ทีเล่นทีจริงชุดที่ 4
๑.หลักการประเมินโรงเรียนในฝัน ใช้กรอบการประเมินด้วยทฤษฏีตามข้อใด
ก BP:Best Practices
ข BSC:Balance scorecard
ค TQM:Total Quality control
ง PDCA
๒.นโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ
ข ครูอัตราจ้าง
ค ครูธุรการ
ง ครูอัตราจ้างกรณีพิเศษ
ท่านใดสนใจ สามารถตอบโดยแสดงความคิดเห็นท้ายบล๊อกนี้ หรือตอบในรวมพลกระดานสนทนาลิงค์ด้านบนมุมขวาของบล๊อกนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)